ไม่ทำตาม... อย่าตีความหมายว่า...ดื้อ 

ไม่ยึดถือ... อย่าตีความหมายว่า...เมินเฉย 

ไม่ใส่ใจ... อย่าตีความหมายว่า...ละเลย 

คำพูด..ที่ยังไม่เฉลย 
ก็ใช่ว่า..ไม่อยากเอ่ย..มันออกไป 

นิ่งเงียบ... อย่าตีความหมายว่า...ไม่คิด 

ยอมรับผิด... อย่าตีความหมาย...อย่างที่เห็น 

แม้ว่า... จะถูกโจมตี..ด้วยวาจา..ที่สาดกระเซ็น 
ก็ใช่ว่า..เจ็บไม่เป็น อย่างเช่น...คุณเข้าใจ 

ไม่ถาม... อย่าตีความหมายว่า...โง่ 

ไม่ตอบโต้... อย่าตีความหมายว่า...ยอมแพ้ 

แม้ว่า... หลายคน..อาจจะมองดูว่า..อ่อนแอ 
แต่..ที่ปล่อยให้เป็นไป.. เพราะเห็นแก่..ใครบางคน

 

 

 

 

 

ขอบคุณบทความดีดีจาก bbznet.com

  
การให้อภัย 

ข้อมูลจาก Forward mail 
เรื่องโดย อนุสรา ทองอุไร 
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต 

         การแสดงอภัยทาน
 เป็นการชำระใจ แม้จะดูพูดง่ายแต่ก็ทำได้ยาก
หากไม่ฝึกทำจนเป็นปกติ เพื่อให้เข้าใจง่ายและอยากทำให้ได้ ขอให้พิจารณาเหตุผล
ถึงความต่อเนื่องของผลกรรม ที่มีผลข้ามภพข้ามชาติว่า ให้ผลร้ายแรงเพียงใด
เป็นไปได้ไหม? ที่เราต้องการยุติการส่งผลของกรรมกับคนนั้นเพียงภพนี้เท่านั้น
หรือว่าอยากจะพบอยากจะใช้กรรมกันต่อไป หลายคนที่รักมาก หลงมาก
แค้นมากก็ผูกใจเจ็บไม่ให้อภัย ไม่ยกโทษให้ เหมือนการผูกสิ่งที่ไม่ชอบไว้ที่ตนเองตลอดเวลา . . . 

การให้อภัยจะช่วยให้สามารถยุติปัญหาต่างๆ ได้ เปรียบเสมือนคนล้างแก้วน้ำให้สะอาด
ทำให้เหมาะสมที่จะรองรับน้ำบริสุทธิ์ที่เทลงไปใหม่ ส่วนหนึ่งจากการเทศนาธรรม
จัดโดยสำนักพิมพ์ดีเอ็มจี ร่วมกับบริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิสชิ่ง
พระศรีญาณโสภณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก ที่มาเทศน์เรื่อง
การให้อภัยทาน มีเนื้อหาที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์นำมาปรับใช้ให้ใจเป็นสุข 

 


ให้อภัยเหมือนล้างใจให้สะอาด 
     
     การให้อภัยจะช่วยให้สามารถยุติปัญหาต่างๆ ได้ 
เปรียบเสมือนคนล้างแก้วน้ำให้สะอาด ทำให้เหมาะสมที่จะรองรับน้ำบริสุทธิ์ที่เทลงไปใหม่
เหมือนการโยนของที่ไม่ชอบทิ้งเสียโดยไม่ต้องเสียดาย การให้อภัยคือการแสดงกำลังใจ
ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด อภัยทานเวลาจะให้ไม่ต้องไปขอใคร ไม่เหมือนใครมาขอเงินเรา
ที่ต้องควักกระเป๋าให้ แต่การให้อภัยไม่ต้องหาจากไหนและไม่รู้สึกว่าเป็นการสูญเสีย 

          ขอให้ภูมิใจเมื่อมีใครมาขอโทษ เมื่อมีใครให้อภัยเราหรือเมื่อสำนึกได้ว่า
ได้ทำอะไรผิดพลาดไปก็ขอโทษกัน การขอโทษหรือการให้อภัย มิใช่การเสียหน้าหรือเสียรู้
มิใช่การได้เปรียบเสียเปรียบแต่อย่างใด หากแต่เป็นการชำระใจให้สะอาด เหมือนภาชนะสกปรก
ก็ชำระล้างให้สะอาด ใครจะคิดอย่างไรมิใช่ประเด็น แต่สำหรับผู้แสดงออกว่าเราให้อภัย
ในเรื่องนี้ต่อบุคคลผู้นี้แล้ว นั่นเป็นสิ่งสำคัญเพราะสิ่งนั้นจะถูกบรรจุลงไปในจิตของเรานั่นเอง 

          การผูกอาฆาต ความพยาบาท ความอิจฉา โกรธ เกลียด ความคิดแก้แค้น ทิฐิมานะนั้น
เป็นเสมือนเชื้อไวรัส อภัยทานคือเครื่องมือแอนตี้ไวรัส ส่วนจิตของเราเหมือนคอมพิวเตอร์
ในชีวิตที่เหลืออยู่นี้อาจจะดูเหมือนยาว แต่มีใครบอกได้ว่าจะอยู่ได้ปลอดภัยถึงวันไหน
เราต้องการความทรงจำที่เลวร้าย หรือต้องการความทรงจำที่ดีในชีวิต ต้องการนั่งนอนอย่างมีความสุข
มีชีวิตอยู่ด้วยความอิ่มเอิบหรือต้องการมีชีวิตอยู่ด้วยการถอนหายใจ ด้วยความทุกข์และกังวลใจ
สิ่งเหล่านี้กำหนดได้ที่ตัวเอง 

 ฝึกใจให้คิดแต่เรื่องดีๆ 
          ความคิดเป็นสิ่งที่ทรงพลังมาก
 สุขหรือทุกข์ของมนุษย์อยู่ที่วิธีคิด คิดเป็นก็พ้นทุกข์
คิดไม่เป็นแม้แต่เรื่องมิใช่เรื่อง ก็อาจเกิดเรื่องได้ คนเราอยู่ไม่ถึง 100 ปี ทำไมจะเสียเวลา
มาครุ่นคิดเรื่องไร้สาระ ทำไมจะต้องเสียเวลามาทำเรื่องที่ทำให้เกิดทุกข์ การยอมกันเสียบ้าง
ก็เป็นความสุขได้ไม่ยาก เวลาที่โกรธ เกลียด พยาบาทใคร สีหน้าของเราจะเปลี่ยนไป
หน้าจะเครียดแดงก่ำ เลือดสูบฉีดเร็ว หัวใจเต้นแรง มือไม้สั่น  

          เวลาโกรธจัดจิตที่ถูกครอบงำโดยอารมณ์ร้าย คือ ความหนักใจ เหนื่อยหอบ
ทำอะไรก็เป็นทุกข์ไม่มีความสุข แต่พอได้ยกโทษให้ใครเมื่อหายโกรธเหมือนยกภูเขาออกจากใจ
จะรู้สึกทันทีว่ายิ้มได้ มีความสบายใจโล่งโปร่งสบาย คิดแต่เรื่องดีๆ จิตใจก็เบิกบานอิ่มเอิบ
ที่สำคัญช่วยทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ผ่องใส 

          เราอาจคิดว่าการให้อภัยบ่อยๆ แก่คนบางคน เขาอาจจะไม่ปรับตัว ยังก่อเหตุอยู่เสมอๆ
งานก็ไม่สำเร็จ ยังเหลวไหลอยู่เหมือนเดิม นั่นอาจเป็นเหตุผลในการทำงาน แต่สำหรับเหตุผลของใจนั่น
เมื่อให้อภัยใจเราก็เบา เพราะหมดห่วง หมดทุกข์ หมดสนิมที่จะมากัดใจให้ผุกร่อน วิธีคิดมีความสำคัญมาก
สำหรับชีวิตของคน เรามักได้ยินเสมอว่า แพ้หรือชนะอยู่ที่กำลังใจ แท้จริงแล้วคำว่ากำลังใจก็คือ
วิธีคิดนั่นเอง พลังที่ยิ่งใหญ่ของมนุษย์คือการที่ใจมีกำลัง และเป็นกำลังจากความคิดที่ดี 

          มนุษย์จึงต้องสร้างกำลังใจให้แก่กันและกัน กำลังใจเป็นสิ่งที่ให้ไม่รู้จักหมด ยิ่งให้คนอื่นได้มากเท่าไร
กำลังใจก็จะยิ่งเกิดขึ้นแก่เรามากเท่านั้น เหมือนวิชาความรู้ ยิ่งให้ยิ่งพอกพูน ยิ่งหวงไว้เฉพาะตัวก็ยิ่งหดหาย
การให้อภัยแม้ยากแต่หากพยายามทำบ่อยๆ ให้กลายเป็นนิสัย จะเป็นความสุขใจในภายหลังเมื่อย้อนนึกถึง
ด้วยเหตุนี้จึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดให้ได้ ไม่ให้ใจเป็นถังขยะแต่ให้ใจเป็นหิ้งบูชาพระที่งดงามทุกวัน
ด้วยการมองแต่เรื่องดีๆ ของคนให้พบ มองบวกคิดบวกพูดบวก เพราะการทำอะไรเป็นบวกจะทำให้ได้กำไรใจสบาย
 

 

 ศัตรูก็ควรให้อภัย 
          เคยไหมบางคนไม่รู้จักกันมาก่อน แต่พอเห็นหน้าจะรู้สึกไม่ชอบทันที
 
จะพูดจะทำอะไรดูเกะกะน่ารำคาญไปหมด แม้แต่ความรู้สึกที่เขามีต่อเราก็เช่นเดียวกัน
นั่นเป็นเพราะอดีตเราไม่ยอมให้อภัยต่อกัน การที่ไม่ยอมให้อภัยเหมือนเราไม่ยอมล้าง
สิ่งสกปรกออกจากร่างกาย แม้จะไปที่ไหน สวมใส่เสื้อผ้าชนิดใด งามแค่ไหน ร่างกายของเรา
ก็ยังคงสกปรกและตามไปทุกหนทุกแห่ง การให้อภัยเปรียบเหมือนการอาบน้ำชำระร่างกาย 

          ท่านอาจลืมคิดไปว่าลูกหลานที่เกิดมาแล้วผลาญทรัพย์ทำลายชื่อเสียง ทำให้พ่อแม่เดือนร้อน
นอนทุกข์นั้น แท้จริงก็คือศัตรูในชาติที่แล้วที่ไม่ได้อโหสิกรรมแก่กัน กรรมจึงติดตามกันมาเห็นผลถึงชาตินี้
บางทีคนที่เขาโกรธเราหากเราไม่โกรธตอบ ก็จะไม่เป็นการตอบรับกระแสกัน เหมือนโทรศัพท์ถึงกัน
ถ้าอีกฝ่ายไม่เปิดโทรศัพท์รับ ฝ่ายที่โทร.ถึงก็หมดสิทธิจะคุยกันเพราะกระแสไม่ถึงกัน การตอบรับ
ซึ่งกันและกันหากเป็นความโกรธ ความแค้น สิ่งที่จะตามมาก็คือการรับรู้และเก็บอารมณ์ทั้งโกรธและ
เกลียดไว้ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย 

          เมื่อรู้แล้วก็ควรสละอารมณ์นั้นด้วยตัวเราก่อน เพื่อป้องกันจิตมิให้เป็นทุกข์เพราะคนนั้นเป็นเหตุ
คิดเสียว่าเขาไม่ได้อยู่ในโลกนี้ ไม่ไปยึดเป็นรักเป็นชัง ก็เมื่อแม้แต่รักพระท่านยังสอนให้ละทิ้ง
เพื่อมิให้ยึดติด แล้วทำไมเราจะยังมองเห็นโกรธแค้นเป็นสิ่งที่จะต้องยึดมั่นอยู่ได้ ดังนั้น วิธีการ
แผ่เมตตาท่านจึงสอนไม่ให้คิดว่าเป็นคนที่รักหรือชัง หากแต่ให้คิดว่าเป็นสรรพสัตว์ที่เป็นเพื่อนร่วมทุกข์
เกิดแก่เจ็บตาย ร่วมโลกเดียวกันการคิดเช่นนี้เป็นการปรับอารมณ์ให้สมดุลไม่เลือกที่รักมักที่ชัง 

 แผ่เมตตาให้สัตว์ที่กินเป็นอาหาร 
        
  เจ้ากรรมนายเวร คือ สัตว์น้อยใหญ่ที่เรากินเป็นอาหาร ไม่ว่าจะเป็นหมู เนื้อ ไก่ เป็ด ปลา กุ้ง หอย ต่างๆ
นับตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบันนับไม่ถ้วนกี่ร้อยกี่พันชนิด เนื้อหนังมังสาของเรา อวัยวะทุกส่วนล้วนแล้วแต่มีหุ้นส่วนของสัตว์น้อยใหญ่ทั้งสิ้น อย่าคิดว่าเป็นของเราคนเดียวแล้วไม่เคยแผ่เมตตาให้สัตว์น้อยใหญ่ ที่เรากินเข้าไปทุกวันๆ
ทั้งๆ ที่เขาสละชีวิตของเขาเพื่อต่อชีวิตเราให้ยาวออกไป  

          หากเขารู้สึกน้อยใจที่ถูกเพิกเฉย ความน้อยใจของเขาบางครั้งทำให้เราเกิดโรคร้าย เช่น มะเร็ง
บางคนป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ หมอก็หาโรคไม่เจอ แต่พอแผ่เมตตากลับหายเรื่องเช่นนี้ มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย
การแผ่เมตตาให้เขา แท้จริงก็คือแผ่ให้ตัวเรานั่นเองการให้เขาคือการให้เรา เพราะเขาอยู่กับเราเขาคือร่างกายของเรา
เขาสละชีวิตเลือดเนื้อมาเป็นพลังงานให้ชีวิตเรา 

          การแผ่เมตตาทำได้ง่ายเพียงแต่ให้นึกถึงเขาเสมอๆ คิดถึงความดีของเขาที่ได้ส่งเสริมให้เรามีชีวิตอยู่
การแผ่เมตตาถือเป็นการแสดงความขอบคุณต่อหลายชีวิตที่ถูกปรุงเป็นอาหารอร่อยว างบนโต๊ะอาหารรอเรามาขบเคี้ยว
ชีวิตเราถูกเลี้ยงโดยสัตว์อื่นการกินคือการต่ออายุ วันหนึ่งเราต่ออายุ 3 เวลา แต่ละเวลาเราต้องกินอาหารอื่นนับสิบชีวิต 

          ขอให้เราฝึกให้อภัยทุกวัน ทำเหมือนที่เราแผ่เมตตาให้แก่สรรพสัตว์ ขอให้เราทำทุกครั้ง ทำเหมือนกรวดน้ำ
หลังทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้สรรพสัตว์น้อยใหญ่ การให้อภัยแก่ใครนั้นเป็นเรื่องง่ายดาย เป็นเรื่องธรรมดาๆ
คือทำได้โดยไม่ต้องฝืนใจทำ 

          เมื่อให้อภัยเสียแล้วใครๆ ที่ผูกอาฆาตพยาบาทเราไว้ แรงพยาบาทของเขาก็จะหมดโอกาสติดตามเรา
เพราะกรรมนั้นหมดแรงส่ง เนื่องจากเราได้อโหสิเสียแล้ว ยุติสนิมในใจคือความพยาบาทอาฆาตให้หมดสิ้นไป
จากใจของเราเสียแต่บัดนี้ 


 

ขอบคุณ Kapook.com 

40 ข้อคิดสะกิดความรัก

posted on 16 Jul 2008 14:04 by ohhyper  in Love



ความรักมีความลับเป็นของตัวเอง จะเข้าใจก็เมื่อพบเจอ 

แม้จะมีแง่มุมซับซ้อนและไม่อาจคาดเดา 

แต่คนจำนวนมากก็ไม่เคยครั่นคร้าม 

และเดินหน้าเข้าหาความรักอยู่ตลอดเวลา

เพื่อจะได้รู้จักความรักและความสัมพันธ์ให้มากยิ่งขึ้น 

ลองอ่าน 40 ข้อคิดสะกิดใจต่อไปนี้ดู 

 


1. - อารมณ์หึงเกิดขึ้นได้ทั้งชายและหญิง แต่อารมณ์หึงของผู้หญิงจะซับซ้อนกว่า

- ผู้ชายร้อยละ 90 ชอบผู้หญิงสวย น่ารัก แต่ผู้ชายร้อยละ 100 อยากอยู่กับผู้หญิงฉลาดและเฉลียว

- คนที่มีแฟนขี้หึงขั้นรุนแรงมีเพียง 0.000001% เท่านั้นที่ชอบ นอกนั้นรู้สึกว่าอึดอัด  

- ไม่เคยมีคู่ไหนไม่ต้องใช้ความอดทนในการรัก เพียงแต่จะเป็นการอดทนในรูปแบบไหนเท่านั้นเอง

- คนที่มีกิ๊ก คือคนที่ไม่ศรัทธาในความรัก

- อย่ากลัวการอกหัก เพราะไม่เคยมีใครตายจากโรคอกหัก มีแต่ความอ่อนแอเท่านั้นที่ทำให้ฆ่าตัวตาย

- ความรักมักไม่เกิดตอนที่เฝ้ารอ แต่เมื่อปล่อยตามสบาย ความรักมักจะโผล่มาทำเซอร์ไพรส์ให้หัวใจเต้นแรงเสมอๆ

- ถึงจะไว้ใจเพื่อนแค่ไหน ก็อย่าให้เพื่อนกับแฟนของเราสนิทกันเกินไปเพราะรักแท้อาจแพ้ความใกล้ชิด

- ถ้าเรารู้สึกอายเวลาเดินเคียงข้างแฟนที่ขี้เหร่ นั่นหมายความว่าเราไม่ได้รักเขาจริง 

- อย่าบ่นให้ใครฟังว่าแฟนไม่เคยทำตัวดีขึ้นเลย เพราะจะโดนย้อนว่า "แล้วจะโง่ทนคบอยู่ทำไม"

- ถ้ารู้ตัวว่าเป็นคนที่ขี้หึงขั้นรุนแรง อย่าได้เลือกคบผู้ชายที่หน้าตาและมนุษยสัมพันธ์ดีเด็ดขาด

- การที่ผู้ชายมองผู้หญิงสวย เซ็กซี่ จนเหลียวหลัง ไม่ได้หมายความว่าเค้าต้องการแฟนที่เป็นแบบนั้น

- ผู้ชายที่ไว้ใจได้ ว่าไม่มีวันจะนอกใจแฟนหรือภรรยา มีเพียงแต่ผู้ชายที่อยู่ในโลงเท่านั้น ควรจำให้ขึ้นใจ

- พยายามทำตัวให้ดีและมีคุณค่า มากกว่าเป็นเพียงผู้หญิงที่ถูกแฟนทิ้งไป แล้วสักวันแฟนเราจะกลับมาเอง

- อย่าคบกับผู้ชายที่เอาเรื่องแฟนเก่ามาพูดเสียๆ หายๆ เพราะเราอาจจะเป็นรายต่อไป

- ผู้ชายที่รักสัตว์  รักเสียงเพลง  รักครอบครัว น่าคบมากกว่าผู้ชายที่รักตัวเองซะอีก

- อายุที่มากขึ้นอาจทำให้ต้องลดสเปกชายในฝันลง แต่ข้อที่ไม่ควรลดเด็ดขาดก็คือ ความดีและความจริงใจ

- ผู้ชายที่เกาะชายกระโปรงผู้หญิงกิน ดูน่ารังเกียจกว่าผู้หญิงที่ชอบปอกลอกผู้ชายหลายเท่า

- มนุษย์ผู้ชายมีน้อยกว่ามนุษย์ผู้หญิง ผู้ชายที่ดีและเป็นโสดก็มีน้อยกว่าผู้ชายที่เลวและมีเจ้าของแล้วด้วย

- อย่ารักผู้ชายที่ทั้งขี้เหร่ ขี้เกียจ และขี้เมา เพราะจะต้องรู้สึกตกนรกไปตลอดชีวิต

- คู่รักที่เดินกอดจูบกันต่อหน้าชุมชน มีแต่ฝ่ายหญิงเท่านั้นที่จะถูกประณามและถูกดูถูกอย่างรุนแรง

- เซ็กส์ไม่สามารถผูกมัดให้คู่รักอยู่ด้วยกันไปตลอด ความผูกพันต่างหากที่จะดึงรั้งกันไว้ได้

- อายุไม่ใช่อุปสรรคของความรัก  ถ้าความคิดและความรู้สึกตรงกัน ความมั่นคงก็เกิดขึ้นได้

- ในชีวิตรักจริงๆ ไม่ต้องเป็นนางเอกที่แสนดีตลอดเวลา บางทีต้องมีการใช้ไหวพริบในการแย่งชิงบ้าง

- คนสวยหรือคนหล่อสามารถอกหักได้เหมือนกัน ถ้าทำตัวไม่ดีหรือมีเวลาให้กับความรักไม่พอ

- ถึงจะได้ยินว่า "ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังเลือกวิ่งหาความรักมากกว่าจะอยู่เป็นโสด

- เรื่องที่แฟนไม่ยอมเล่าให้ฟังตั้งแต่แรก มักเป็นเรื่องที่เรารู้เมื่อไหร่ ก็ต้องควันออกหูทันที

- ถ้าชื่นชมในตัวแฟน 100%  ควรบอกเขาแค่ 70%

- ถึงผู้ชายจะบอกว่าไม่ชอบผู้หญิงแต่งหน้า แต่ผู้ชายก็ไม่ชอบคนที่หน้ามันหรือซีดตลอด

- ผู้ชายมักจะชอบติรูปร่างของแฟนหรือคนโน้นคนนี้ โดยลืมดูรูปร่างตัวเองว่าแย่ขนาดไหนเสมอ

- คนต่างชาติต่างภาษาสามารถรักกันได้ เพราะภาษาหัวใจเป็นภาษาสากลที่ไม่ต้องการคำแปล

- ผู้ชายต้องใช้สมองและทักษะมากขึ้นในช่วงที่มีความรัก เพราะผู้หญิงมักปากไม่ตรงกับใจ

- ผู้ชายชอบเป็นฝ่ายไล่ล่ามากกว่าจะเป็นฝ่ายถูกล่า ฉะนั้น จึงไม่แปลกที่เขาพยายามจะหนีเมื่อถูกตามตื๊อ

- ผู้หญิงอาจไม่ได้เรียกร้องอะไรมากขึ้น แต่เป็นเพราะผู้ชายไม่สามารถทำดีได้เสมอต้นเสมอปลาย 

ปัญหาขัดแย้งจึงมักจะเกิดจากเหตุนี้แหละ

- รักแรกพบสามารถเกิดได้แค่ 10%  นอกนั้นเกิดจากการใกล้ชิดและการเรียนรู้กันอย่างลึกซึ้ง

- คนที่เรารักกับคนที่รักเราอาจไม่ใช่คนเดียวกัน เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าคนเราบังคับหัวใจกันไม่ได้จริงๆ

- ทุกคนจะเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นเมื่อมีความรัก และเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นอีก หลังจากอกหัก

 

- มือที่สามสามารถเดินเข้ามาในชีวิตเราได้ตลอดเวลา ในความไว้ใจจึงควรมีความระวังรวมอยู่ด้วย

- อย่ารีบมีแฟนหลังจากอกหัก เพราะเราจะแยกแยะไม่ออกว่านั่นเป็นความรัก การประชด หรือการฆ่าเวลา

40. - คนที่รักกันไม่จำเป็นต้องเดินจับมือหรือคุยกันตลอดทาง แค่รู้สึกว่ามีกันและกันก็เพียงพอ